สู่การเดินทาง..

Name:
Location: กรุงเทพฯ, Thailand

Thursday, August 18, 2005

ประการย้าน บ้าน ไปไว้ที่ใหม่ ครับ

พอดี เพิ่งลองเล่น spaces ของ msn ปรากฏว่าดีกว่า อันนี้เยอะเลย

http://spaces.msn.com/members/smartalone/

อีกหน่อย กดคลิกไปที่ลิงค์บ้านใหม่ได้เลยน่ะครับ


แล้วเจอกันครับ

Wednesday, August 17, 2005

หลวงพ่อวิริยังค์ ( ตอนที่ 2 )


หลวงพ่อวิริยังค์ ( ตอนที่ 2 )

หวัดดีครับเพื่อนๆทุกคน ตอนแรกที่เล่าไปเป็นเพียงความฝันครับแต่วันนี้จะมาเล่าความจริงที่ไม่ใช่ฝันน่ะครับ ตัวผมเองได้เจอหลวงพ่อวิริยังค์ครั้งแรกที่วัดธรรมมงคล เมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมาแล้ว พอดีผมเห็นเขาเปิด course อบรมครูสมาธิรุ่น 15 เรียนทุกเสาร์-อาทิตย์ เป็นเวลา 6 เดือน วันแรกที่ไปเรียนหลวงพ่อวิริยังค์บินมาจากแคนาดา เพื่อมาปฐมนิเทศลูกศิษย์รุ่นนี้ ซึ่งที่ว่าโชคดีมากที่ได้มีโอกาสพบท่านเช่นนี้
เพราะที่ผ่านมามีน้อยครั้งมากที่ท่านบินมาปฐมนิเทศน์ คนที่ลงเรียนรุ่น 15 มีประมาณ 300-400 คน และพอหลวงพ่อให้โอวาทเสร็จแล้ว ก็มีการจัดให้นักเรียน นำดอกไม้ไปถวายท่าน ซึ่งเป็นเสมือนพิธีการฝากตัวเป็นศิษย์

จังหวะที่ผมเอาดอกไม้ไปถวายท่าน ด้วยความดีใจและปลื้มใจ จึงทำให้มือไม้สั่นไปนิดหน่อยเหมือนกัน และหลังจากนั้น ผมไปเรียนได้ 2-3 สัปดาห์ ก็มีธุระที่สำคัญ จึงไม่สามารถไปเรียนได้อีกต่อไป หลังจากนั้นก็ไมได้เจอหลวงพ่อวิริยังค์อีกเลย แต่ก็ได้หนังสือธรรมกลับมาศึกษาหลายเล่ม





------------ประมาณครึ่งปี ผ่านไป ------------





แม่และน้องชายของผมกลับมาจากญี่ปุ่นเพื่อมาเยี่ยมผมและญาติที่เมืองไทย ผมจึงต้องไปรอรับแม่และน้องชายที่สนามบิน จำได้ว่าเครื่องลงประมาณ 3 ทุ่มกว่า ผมขับรถออกจากบ้าน 2 ทุ่มและรู้สึกหิวจึงไปหาร้านอาหารแถว ถ.วิภาวดี เพื่อนั่งทานอะไรนิดหน่อย ระหว่างรออาหาร ก็หยิบหนังสือในรถมาเล่มนึง เพื่ออ่านฆ่าเวลาระหว่างรของกินที่สั่งไว้ ชื่อหนังสือ “มุตโตทัย” ซึ่งเป็นหนังสือที่หลวงพ่อวิริยังค์ได้บันทึกไว้ระหว่างที่ท่านไปศึกษาธรรมกับหลวงปู่มั่น ภูริฑัตโต ยิ่งอ่านก็ยิ่งไม่เข้าใจ เพราะธรรมในมุตโตทัยนั้น บอกตรงๆว่าภูมิธรรมผมยังไม่ถึง อ่านๆไปไม่เข้าใจประมาณ 80-90 % เชียวละ และพออาหารมา ผมก็จึงเลิกอ่าน และมองดูเวลาไปด้วย เพื่อป้องกันการไปรับแม่กับน้องไม่ทัน

ระหว่างที่ขับรถไปสนามบินดอนเมือง ผมก็นึกถึงหนังสือมุตโตทัยขึ้นมา แม้อ่านไม่รู้เรื่องแต่ก็รู้ว่าเป็นของดี ที่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจได้ง่ายๆ คิดว่าสักวันเราคงอ่านรู้เรื่อง พอคิดถึงหนังสือจึงทำให้คิดถึหลวงปู่มั่นที่ถ่ายทอดธรรมอันปราณีตออกมา ( แม้ขณะนั้น เรายังอ่านไม่รู้เรื่องก็ตาม ) และนึกถึงผู้ที่รวบรวมคำสอนคือหลวงพ่อวิริยังค์ ขึ้นมา ซาบซึ้งใจที่ท่านตั้งใจเดินเท้าจากจันทบุรี ผ่านทางกัมพูชา และกลับเข้าไทยทางอีสาน เพื่อไปขอฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น ซึ่งการเดินเท้าครั้งนั้นใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ซาบซึ้งอยู่ตั้งนานจนถึงสนามบินดอนเมืองพอดี

พอไปถึงสนามบิน ดูทางจอทีวีปรากฏว่าเครื่องบินลงจอดได้ 15 นาทีแล้ว เราก็คิดว่ากว่าจะรอแม่กับน้อง ผ่านด่านออกมา คงอีกสัก 15 นาที จึงเดินไปเข้าห้องน้ำ พอออกจากห้องน้ำ จะเดินไปรอแม่กับน้อง จู่ๆในใจมันเหมือนมีอะไรมาเรียกร้อง บอกให้ลองไปเดินเล่นดูซะ ผมจึงลองขึ้นกระไดเลื่อนเพื่อไปเดินขึ้นไปชั้นผู้โดยสารขาออก
พอขึ้นไปถึง ปรากฏว่า โอโห !! วันอะไรกันหว่าเนี้ย คนเยอะจริงๆ ยังกะมาซื้อของลดราคา จึงเปลี่ยนใจจะเดินลงไปยืนรอแม่ดีกว่า แต่จู่ๆในใจมันก็เหมือนมีอะไรมาดลใจบอกให้เดินไปในหมู่ฝูงชนที่ยืนออกันอย่างแน่น พอเดินแวกฝูงชนไปได้ 2 ครั้ง ก็มองไปด้านซ้ายเจอพระนิกายอื่น ดูจากหน้าตาและการแต่งตัวแล้ว เดาว่าน่าจะเป็นพระอินเดียหรือศรีลังกา พอเจอพระเราก็สอนจิตใจตัวเองว่า ไม่ว่านิกายไหน ก็เป็นสงฆ์เหมือนกัน เคารพได้เหมือนกัน พอคิดแบบนั้นเสร็จ ก็เริ่มกังวล กลัวจะลงไปรอรับแม่กับน้องชายไม่ทัน พอหันหน้าจะเดินกลับไปทางบันไดเลื่อน
แต่จู่ๆเหมือนมีอะไรมาดลใจ(อีกแล้ว) ดลใจบอกให้เราเดินต่อไป อย่าเพิ่งลงไปรอแม่ จึงลองเดินต่อไป แต่ข้างหน้าโอโห !! ชาวต่างชาติยืนรอด้านนอกเพื่อรอเอากระเป๋าเข้าไปโหลดเพียบเลย แต่ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันเลยเดินๆต่อไป

ปรากฏว่าพอเดินต่อไปและแหวกฝูงชนออกไปได้แล้ว กลับเห็นพระสงฆ์รูปนึงยืนอยู่ด้านขวามือ มีคนยืนคุยกับท่านอยู่ด้วย ผมก็เลยลองเงยหน้ามองหน้าของพระสงฆ์ ปรากฏว่าภาพที่เห็นคือหลวงพ่อวิริยังค์ ปรากฏว่าพอตาได้สัมผัสรุป ทันใดนั้น ความปลื้มใจ ดีใจ ปีติ ความยินดีทั้งหลาย พรั่งพรูออกจากใจ ซึ่งไม่รู้จะใช้คำพูดใดดี เพื่ออธิบายจิตใจ ณ ช่วงวินาทีนั้น
พอตั้งสติได้ ผมก็ก้าวเท้าเข้าไปหาท่านและจังหวะเดียวกันที่คนที่ยืนคุยกับหลวงพ่อท่าทางหมดธุระพอดี มีช่องว่างนิดนึงผมจึงเดินเข้าไปยืนเสียบทันที และ ก้มย่อตัวลงกราบหลวงพ่อ และพูดกับหลวงพ่อว่า


“ นมัสการครับหลวงพ่อ เหมือนปาฏิหาริย์น่ะครับทีได้มาเจอหลวงพ่อ ที่สนามบินน่ะครับ ”

ผมยืนห่างกับหลวงพ่อ พอสมควร ประมาณ 1 เมตร ทันใดนั้นหลวงพ่อก็เดินเข้ามาหาผมได้ประมาณ 2 ก้าว ก็มาหยุดตรงหน้าผม (ใกล้กว่าเดิม ) และท่านก็ ยกมือของท่านขึ้นมากุมมือผมซึ่งยกมือไหว้ท่านค้างอยู่

พอหลวงพ่อท่านกุมมือผมแล้ว ผมรู้สึกเหมือนมีกระแสอะไรบางอย่างไหลเข้าตัว และท่านก็กุมมือผมค้างไว้ประมาณ 4-5 วินาที แล้วท่านจึงเอ่ยปากพูดว่า

“แล้วเธอมาทำอะไรที่นี่เหรอ”

“ผมมารอรับแม่และน้องชาย กลับมาจากเมืองนอกครับ”

“แล้วเจอแม่กับน้องหรือยัง”

“แม่กับน้องยังไม่ออกมาเลยครับ”
แต่ในใจตอนนั้น คิดว่าแม่กับน้องจะมายืนรอ ก็ช่างมันแล้ว จะยืนรออีก 10 นาที ผมก็คงต้องปล่อยให้ยืนรอแล้วครับ เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆ
“แล้วหลวงพ่อ จะไปไหนเหรอครับ ”

“ จะไปแคนาดา เราละอยากไปกับฉันไหม”

ผมได้แต่คิดในใจว่าอยากไปมากครับ หลวงพ่อ และคิดต่อไปว่าอยากให้พระอาจารย์ที่ระยองได้มีโอกาสมาพบหลวงพ่อแบบที่เราโชคดีแบบนี้บ้าง แต่ผมคิดว่าคงเป็นไปไมได้ในวันนี้ จึงเอ่ยกลับไปว่า

“ยังไง หลวงพ่อรักษาสุขภาพด้วยน่ะครับ”

และทันใดนั้น ก็มี ขบวนญาติโยมที่ตามมาจากวัดธรรมมงคล มาถึงสนามบินเพื่อส่งหลวงพ่อ ผมจึงเห็นว่า ผมคงต้องหลีกทางให้คนอื่นเพราะพวกเค้าก็อยากใกล้ชิดหลวงพ่อเช่นกัน จึงโน้มตัวลงกราบหลวงพ่อและเดินออกมา

พอเดินออกมาจากกลุ่มญาติโยมแล้ว ผมก็หยุดเดินและหันกลับไปมอง เห็นผู้หญิงวัยกลางคนท่านนึงแต่งตัวดีมากเหมือนพวกผู้ดีตามหนังสือเลย เดินมาหยุดอยู่หน้าหลวงพ่อ และก้มลงกราบท่าเบญจางคประดิษฐ์กับพื้นสนามบิน พวกฝรั่ง หรือคนรอบข้างเห็นเป็นของแปลก ผมจึงทราบในใจว่า ผมพลาดไปอย่างนึงที่ศรัทธาไม่แรงพอที่จะคิดกราบท่านถึงพื้นสนามบิน

แต่ตรงนั้นก็เป็นบทเรียน เพราะหลังจากนั้นเวลาผมเจอพระสงฆ์ ผมก็มักจะก้มลงไปกราบถึงพื้นเหมือนกัน แม้คนรอบข้างบริเวณนั้นจะมองว่าแปลก แต่ผมถือคติว่า ทำความดีไม่ต้องอาย สิ่งที่ควรอายคือการทำชั่ว และขอบคุณพี่ผู้หญิงท่านนั้นด้วยน่ะครับ ที่เป็นครูบาอาจารย์ให้ผมโดยไม่รู้ตัว
วันนี้เขียนยาวมากเลยน่ะครับ ขอบคุณที่เสียเวลาอ่านกันน่ะครับ
ธรรมสวัสดี

Tuesday, August 16, 2005

หลวงพ่อวิริยังค์ ( ตอนที่ 1 )


หลวงพ่อวิริยังค์ ( ตอนที่ 1 )

หวัดดีครับ เพื่อนๆทุกคน เมือคืนผมฝันแปลกๆครับ ขอเล่าให้ฟังนิดนึงว่าปกติเวลานอนหลับ ผมจะไม่ค่อยฝันอะไรเท่าไร แต่เมื่อคืนฝันแปลกจริงๆ อดที่จะเอามาเล่าให้ฟังไมได้ เพราะเมื่อคืนผมฝันถึงพระสงฆ์รูปนึงซึ่งผมก็เคารพนับถือท่านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะเคยได้ประวัติของท่านจากบันทึกต่างๆแล้วเกิดความซาบซึ้งใจ พระสงฆ์รูปนั้นคือ " หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร " เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล ซ.สขุมวิท 101 น่ะครับ

ในฝันผมเห็นตัวเองไปเดินเล่นอยู่ในวัดธรรมมงคลโดยมีเพื่อนชื่อยอดไปเป็นเพื่อนด้วย และคนในวัดเยอะมาก ในฝันเราก็คิดถึงท่านและรู้ว่า ณ เวลานี้ท่านไมได้อยู่ที่เมืองไทยหรอก เพราะไปสอนสมาธิให้ญาติโยมที่แคนาดา เพราะท่านเปิดโรงเรียนสอนสมาธิที่แคนาดา แต่ทันใดนั้น จู่ๆผมก็เดินไปเห็นญาติโยม ยืนรอแถวใส่บาตรกัน พอเราดินเข้าไปใกล้ๆ...ปรากฏว่าในฝันเห็นหลวงพ่อวิริยังค์ ท่านเดินให้ญาติโยมใส่บาตรอยู่หัวแถวเลย มีพระภิกษุเดินตามหลังท่านอีกหลายองค์

ในฝันฉากนั้น...ผมตกตะลึงไปเลย ดีใจมากเลยรีบเดินจ้ำจะไปใส่บาตร ทั้งๆที่ไม่ได้เตรียมของอะไรมาใส่เลย ยิ่งเดินเร็วเท่าไร อยากไปถึงหลวงพ่อไวๆ แต่เดินไม่ทันสักที แต่ด้วยความอยากเจอที่มีมากอยากเหลือล้นจึงรีบเดินไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็ไปถึงหลวงพ่อ และไปหยุดอยู่ที่หน้าหลวงพ่อ แม้จะเหนื่อยแต่ผมก็พูดกับหลวงพ่อ

“หลวงพ่อครับ ขอผมทำบุญด้วยครับ”
ทันใดนั้นผมก็ไม่ได้เตรียมของมาใส่บาตร จึงหยิบเอาเงินในกระเป๋าออกมามีแต่เหรียญเยอะแยะไปหมด ผมจึงใส่เหรียญลงไปในบาตรหลวงพ่อทั้งหมดนั้น และเอ่ยอย่างดีใจว่า

“ผมไม่คิดว่าผมจะได้เจอหลวงพ่อที่นี่น่ะครับ”

และหลวงพ่อก็มองหน้าผมด้วยความเมตตาแล้ว ท่านก็เอ่ยว่า
“ก็อยากเจอฉันไม่ใช่เหรอ”

“ครับ... ผมก็ไม่คิดว่าจะมีบุญได้เจอหลวงพ่อเช่นกันครับ”
พอผมพูดจบ หลวงพ่อก็มองมาที่หน้าของผมอีกครั้ง และเอ่ยว่า

“เธอคงไมได้มาอยู่กับฉันหรอก เพราะกว่าจะถึงเวลาของฉันยังอีกไกล”
“แต่เธอก็ต้องพยายามต่อไป เป้าหมายตอนนี้ยังไม่ใช่ของแน่นอน เพราะบารมียังขาดอยู่มิใช่น้อย”


พอได้ยินหลวงพ่อพูดเช่นนั้น ผมก็คิดในใจว่าท่านเตือนเรา จึงบอกตัวเองเช่นกันว่า ตอนนี้เรายังเดินไปไม่ถึงไหนและผมก็ถามหลงวพ่อกลับไปว่า

“แปลว่า หลวงพ่อยังอีกนานเหรอ กว่าจะนิพพาน ?” ผมพูดถามไปแบบสงสัยนิดๆและก็มองหน้าท่าน.
“ท่านก็ยิ้มๆ เป็นเชิงยอมรับ”

ผมก็รู้ในใจผมได้ท่านทีว่า...ท่านเป็นพุทธภูมิและน่าจะเป็นนิยตโพธิสัตว์ และในฝันผมยังรู้ว่าอีกนานกว่าจะถึงเวลายุคสมัยของท่าน พอผมคิดได้เช่นนั้น ผมก็ซึ้งใจคิดอยากจะกราบท่านอย่างท่วมท้นหัวใจ


แล้วจู่ๆก็ตื่นขึ้นมาจากความฝัน รู้สึกตัวลืมตาทันที แล้วเช็คตัวเองทันที ทำให้รู้ว่าเช้านี้เราตื่นแล้วรู้สึกแปลกไป...เพราะสติตื่นเต็มที่ตั้งแต่ตื่นนอนทันที ไม่เหมือนกับวันอื่นๆ ที่จะงัวเงียสักพัก(ใหญ่ๆ)กว่าจะเข้าทีเข้าทาง

ขอเตือนอีกครั้งนะครับว่าข้อความเรื่องราวที่ได้พบหลงวพ่อวิริยังค์เป็นเพียง " ความฝัน " น่ะครับ ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ตอนหน้า " หลวงพ่อวิริยังค์ (ตอนที่2) " ผมจะมาเล่าเรื่องจริง ที่ผมคิดว่ามันเหมือนมีความอัศจรรย์ ที่ทำให้ผมได้พบกับหลวงพ่อวิริยังค์จริงๆ อย่าลืมติดตามกันน่ะครับ

ธรรมรักษาทุกท่านครับ






Monday, August 15, 2005

กลับสู่โลกความเป็นจริง

หวัดดีครับเพื่อนๆทุกคน

วันแม่ที่ผ่านมาไม่ได้มีโอกาสเอาใจแม่เหมือนเพื่อนๆส่วนใหญ่น่ะครับ เพราะแม่ผมอยู่เมืองนอก ดังนั้นผมจึงหนีความจ่อแจไปอยู่วัดถ้ำหมีนอนที่ระยองมา อยู่บนเขาเงียบมากๆเลยครับ เพราะทั้งภูเขามีพระอยู่แค่รูปเดียว ไปวัดรอบนี้พิเศษตรงที่ได้มีโอกาสพาเพื่อนในเนต 3 คนไปวัดด้วย ก็หวังว่าจะได้ประโยชน์กันไม่มากก็น้อยกันนะครับ

คืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ที่วัดฝนตกหนักมากครับ ตกกันตั้งแต่เที่ยงคืนได้ ไปหยุดตกจริงๆเกือบบ่ายของวันอาทิตย์ โชคดีอย่างนึงเพราะเพื่อนที่ไปด้วยมีเหตุต้องกลับก่อน มีอาหารเหลือไว้ให้ ผมเลยได้มีโอกาสปรุงถวายพระ (เพื่อนก็ได้บุญด้วยเลยน่ะครับ) และกว่าจะกลับมากรุงเทพฯ ก็ถึงประมาณ 2 ทุ่มคืนวันอาทิตย์ ใจจริงยังไม่อยากกลับเลยน่ะครับ เพราะรู้กสึกว่าการอยู่บนวัดเวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน

ไว้มีเรื่องสนุกๆ (สนุกสำหรับผม แต่ไม่รู้คุณจะสนุกไหม) จะมาเขียนให้ฟังน่ะครับ

ธรรมคุ้มครองครับ

Thursday, August 11, 2005

หวัดดีครับ...ทุกคน



ผมเริ่มรู้ตัวว่า ตัวผมเองต้องเดินทางไกลมาได้ประมาณปีกว่าแล้ว ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเชื่อเลย เรื่องการเวียนว่าย ตายเกิด ผีสาง นางไม้ นรก สวรรค์ ฯลฯ เมื่อก่อนผมขอบอกตรงๆว่าคิดว่าสิ่งพวกนี้ไม่น่ามีจริง (แต่ถ้าอยู่คนเดียวก็เสียวๆ อดกลัวไม่ได้) ยิ่งผมเป็นคนเมือง และจากการดำเนินชีวิตที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ไม่มีโอกาสได้พิสูจน์เรื่องเหล่านี้เลย เพราะวันๆหลงอยู่กับแสงสีเสียง และสิ่งยั่วยวนใจทางโลกต่างๆ ตามภาษาวัยรุ่น

พอมาวันนึง มีสิ่งพลิกผันให้ชีวิตเริ่มเข้ามาสนใจในสิ่งต่างๆที่เราเคยสงสัยมาตั้งนาน ยิ่งสนใจธรรมจากการศึกษาตามตำราและในอินเตอร์เนต จนภายหลังได้ปฏิบัติตาม เพราะผมไม่เชื่ออะไรง่ายๆ และคิดว่า การมัวแต่นั่งสงสัย และถามไถ่ในหมู่เพือนๆที่สงสัยเหมือนกัน คงไมได้คำตอบอะไรขึ้นมา เพือคลายความสงสัยในใจลงไปได้ ดังนั้นจึงลงมือปฏิบัติหัดนั่งภาวนาทั้งๆที่รู้ตามตำราว่านั่งแล้วจะเป็นแบบนั้น แบบนี้สารพัด

แต่พอลงมือจริงๆแล้ว เพียงครั้งแรกผมก็เริ่มได้เจออะไรที่ประหลาดๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ค้านกับความรู้สึกของผมมาตลอดว่ามันต้องไม่มีจริง การนั่งสมาธิครั้งนั้นเปรียบเสมือนตัวจุดประกายให้เราได้รู้ว่าเรื่องเร้นลับต่างๆ มันมีจริง ไม่ใช่สิ่งที่คนแก่เล่าหลอกเด็กสืบๆกันมา

แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ได้จากการสนใจธรรม เริ่มผลิดอกออกผลแล้ว ตั้งแต่เมื่อเราเริ่ม "ละชั่ว" จากคนมีศีล 3 ข้อ ก็อยากจะถือเพิ่มให้ได้ 5 ข้อ แต่พอเอาเข้าจริงๆก็ถือได้เพียงแค่ 4 ข้อมาหลายเดือนทีเดียว จนมาตอนหลังเพิ่งมาถือศีลครบ 5 ข้อแบบจริงๆจังๆได้ประมาณครึ่งปีผ่านมานี่เอง เมื่อถือศีลได้ครบ 5 ข้อ ความกังวลต่างๆในจิตใจอันตธานหายไปเยอะมากเลย

วันนี้แนะนำตัวกันแค่นี้พอก่อนดีกว่า ว่างๆจะมาบันทึกเรื่อยๆ ยังไงใครที่สนใจอ่านก็ติดตามกัน หรือมีข้อแนะนำอะไรก็โพสทิ้งไว้น่ะครับ



รักษาธรรมกันน่ะครับ แล้วธรรมจะได้รักษาท่าน

บัวใต้น้ำ